the latest news

รถยนต์ในประเทศ

มิตซูบิชิ เรียกรถกลับศูนย์เปลี่ยนชิ้นส่วนถุงลมนิรภัย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)   เชิญลูกค้าซึ่งอาจเข้าข่าย เข้ารับบริการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนชุดประจุแก๊สถุงลมนิรภัยของทาคาตะซึ่งเป็นมาตรการเชิงป้องกันและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าและผู้ใช้รถยนต์มิตซูบิชิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) แจ้งลูกค้าผู้เป็นเจ้าของรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นปี พ.ศ. 2548 – พ.ศ.2558 เพื่อเข้ารับบริการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนจากกรณีปัญหาของชุดประจุแก๊สถุงลมนิรภัยด้านหน้าของทาคาตะที่อาจสร้างแรงดันสูงผิดปกติในขณะที่ถุงลมนิรภัยทำงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้โดยสาร หรือ ผู้ขับขี่ โดยก่อนหน้านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์สประเทศไทย ได้ทำการจัดส่งจดหมายและข้อความ SMS แจ้งไปยังลูกค้าแล้ว โดยการแจ้งเรียนเชิญลูกค้าในครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นเก่าทั้งหมด 4 รุ่น รวมจำนวนทั้งสิ้น 102,843 คัน ที่เข้าข่ายการเปลี่ยนชิ้นส่วนชุดประจุแก๊สถุงลมนิรภัยของทาคาตะได้แก่ ไทรทัน  รุ่นปี 2548- 2557     เปลี่ยนชิ้นส่วนถุงลมฝั่งผู้ขับขี่ แลนเซอร์   (รุ่นเครื่องยนต์2.0ลิตร) ปี 2549 เปลี่ยนชิ้นส่วนถุงลมฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า ปาเจโร (รถยนต์นำเข้า) รุ่นปี 2551 - 2552   เปลี่ยนฝั่งผู้ขับขี่ และฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า เดลิกา สเปซวากอน (รถยนต์นำเข้า) ปี 2558 เปลี่ยนฝั่งผู้ขับขี่ และฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า ทั้งนี้บริษัทฯ จึงใคร่ขอเรียนเชิญให้ลูกค้าที่ยังไม่ได้เข้ารับบริการ กรุณาติดต่อศูนย์บริการรถยนต์มิตซูบิชิ ใกล้บ้านทุกแห่งทั่วประเทศโดยด่วนที่สุด เพื่อทำการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และหากลูกค้าท่านใดยังไม่ได้รับจดหมายแจ้ง เนื่องจากมีการเปลี่ยนที่อยู่ หรือมีการเปลี่ยนเจ้าของรถใหม่ รวมถึงกรณีที่ลูกค้าท่านใดสงสัยว่ารถยนต์อยู่ในข่ายที่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนดังกล่าวหรือไม่ สามารถนำหมายเลขตัวถัง มาตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นได้ที่เว็บไซต์ http://vinsearch.mitsubishi-motors.co.th/ บริษัทฯ ใคร่ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอชี้แจงว่าการแจ้งเรียนเชิญลูกค้าเพื่อเข้ารับบริการในครั้งนี้ เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกราย...
นวัตกรรมรถยนต์ต่างประเทศ

จีเอ็ม โฮลเด้น เพิ่ม 500 วิศวกรในออสเตรเลีย

จีเอ็มโฮลเด้นเพิ่มจำนวนพนักงานด้านการออกแบบและวิศวกรรมมากกว่า 500 ตำแหน่ง เพื่อขยายความสามารถในการพัฒนายานยนต์ขั้นสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จีเอ็ม โฮลเด้น ประกาศว่า ทีมวิศวกรชาวออสเตรเลียใหม่ล่าสุดนี้ จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ และระบบส่งกำลังไฟฟ้า (Electric powertrains) ในอนาคต โดยวิศวกรใหม่ จะทำงานร่วมกับทีมวิศวกรและนักออกแบบของจีเอ็ม โฮลเด้น ที่มีอยู่ก่อนแล้ว  ทีมวิศวกรชาวออสเตรเลียร่วมงานกับทีมพัฒนายานยนต์ขั้นสูงระดับโลกของจีเอ็ม ซึ่งรวมถึงการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับ และรถพลังงานไฟฟ้าค่าใช้จ่ายประจำปีในการวิจัยและออกแบบมากกว่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3,960 ล้านบาท)การเพิ่มวิศวกรของจีเอ็ม โฮลเด้น เป็นการเสริมกำลังให้กับศูนย์ Technical Center ของจีเอ็ม ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างประเทศอินเดีย ประเทศไทย และประเทศเกาหลี การประกาศดังกล่าวเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับงานวิศวกรรมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงศูนย์ Technical Center ต่างๆ ของจีเอ็มในประเทศอินเดีย ประเทศเกาหลี และประเทศไทย การขยายงานด้านวิศวกรรมของจีเอ็ม โฮลเด้น เกิดขึ้นหลังการประกาศเรื่องจีเอ็ม เกาหลีใต้ได้รับรางวัลระดับโลกในด้านการออกแบบ วิศวกรรม และการพัฒนารถอเนกประสงค์ระดับโลกรุ่นใหม่ แรงงานด้านวิศวกรรมของจีเอ็ม เกาหลีใต้ จะมีมากกว่า 3,000 คน ในเร็วๆ นี้ โดยเป็นวิศวกรใหม่ที่รับเพิ่มจำนวน 100 คน ศูนย์ Technical Center ของจีเอ็มในประเทศอินเดีย เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในฝ่ายวิศวกรรมเครื่องยนต์ระดับโลกของเจนเนอรัล มอเตอร์ส ศูนย์ดังกล่าวประกอบด้วยสตูดิโอการออกแบบและศูนย์วิศวกรรม ซึ่งมีจำนวนพนักงานมากกว่า 2,500 คน โดยเป็นวิศวกร ช่างเทคนิค และนักออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญสูง ในประเทศไทย จีเอ็มมีวิศวกรจำนวน 150 คน ปฏิบัติงานอยู่ในหลายแผนก ได้แก่ ฝ่ายการผลิต ความปลอดภัย คุณภาพ และวิศวกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะเยี่ยมชมสนามทดสอบรถแลง แลง (Lang Lang) ซึ่งใช้เป็นสนามทดสอบรถยนต์โฮลเด้น และรถยนต์ของจีเอ็มทั่วโลกมานานกว่า 60 ปี นายมาร์ก...
งานแสดงรถยนต์มาร์เก็ตติ้งเศรษฐกิจ

ค่ายรถคาดตลาดรถปีนี้ทะลุล้านคัน

ค่ายรถมั่นใจตลาดปีนี้แตะหลักล้านคัน ระบุปัจจัยเอื้อ ทั้งจีดีพี ลงทุนภาครัฐ เอกชน ส่งออก ท่องเที่ยวขยายตัว ชี้เก๋งเล็ก อีโค คาร์ เอสยูวี ตัวขับเคลื่อนหลัก ด้านส่งออกเผยราคาน้ำมันเพิ่ม ดันตลาดตะวันออกกลางส่งสัญญาณฟื้นตัว สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย จัดเสวนาหัวข้อ “ตลาดรถขาขึ้น...? ซื้อให้ได้ ขายให้ดี” โดยมีนักการตลาดจากบริษัทรถยนต์และนักวิชาการมาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดรถยนต์ กำลังซื้อผู้บริโภค นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ามองว่าตลาดรถยนต์ไทยมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านคัน/ปี แต่จะมากกว่าหรือน้อยกว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบ เช่นปีนี้เห็นว่าภาพรวมต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ส่งผลให้ตลาดมีทิศทางที่สดใส และมีความเป็นไปได้ที่ยอดขายโดยรวมจะสูงกว่า 1 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับบริษัทรถยนต์ ตลาดหลักรถยนต์ไทยยังคงเป็นรถปิกอัพ แต่ตลาดที่โดดเด่นและเป็นตัวขับเคลื่อนในช่วงนี้ คือ กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ประกอบไปด้วย อีโค คาร์ และบี คาร์ ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่สูง “รถเอสยูวี และพีพีวี ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น แต่เป็นตลาดสำหรับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น ส่วนอีโค คาร์ และบีคาร์ เป็นกลุ่มที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย” ด้านนายยอดชาย ซื่อวัฒนากุล ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักสื่อสารการตลาด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อีโค คาร์ เพิ่มบทบาทความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ มียอดขายที่สูงกว่าไตรมาสแรก 56% ส่วนรถกลุ่มพีพีวีก็ขยายตัวเช่นกัน ประมาณ 5% ทั้งนี้ หากมองในภาพรวม พบว่าตลาดรถยนต์มีทิศทางการเติบโตที่ดี โดยได้แรงหนุนจากปัจจัยบวกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้น การส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง...
กิน-เที่ยวเศรษฐกิจ

รัสเซียปลื้มผลไม้ไทย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขนสินค้าสหกรณ์การเกษตร ทั้งมะพร้าวน้ำหอม-สับปะรดห้วยมุ่นออกบูธเปิดตัวในงานเทศกาลแสดงสินค้าเกษตรไทย ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เผยประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ได้รับความสนใจ ลูกค้ารัสเซียแห่ซื้อเพียบ ชี้เป็นโอกาสดีของสหกรณ์ไทยที่จะทำขยายช่องทางส่งออกผลไม้เพิ่ม เตรียมผลักดันสหกรณ์ขยายแปลงปลูกส่งออกสินค้าคุณภาพป้อนตลาดรัสเซีย นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจากนำผู้แทนสหกรณ์การเกษตรบ้านรางสีหมอก จำกัด จังหวัดราชบุรี และสหกรณ์การเกษตรน้ำปาด จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ จำกัด เดินทางไปร่วมแสดงสินค้าเกษตร ในงานเทศกาลไทย ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ประจำปี 2561 ว่า การไปร่วมงานครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าของสหกรณ์ไทย และขยายโอกาสทางการค้า พร้อมกับได้สำรวจตลาดผลไม้ในรัสเซียด้วย เนื่องจากเล็งว่าจะขยายตลาดผลไม้ไทยสู่ประเทศรัสเซีย ทั้งนี้  ผลไม้ไทยที่นำไปแสดงในงานมี 2 ชนิดคือ มะพร้าวน้ำหอม และมะพร้าวแก้วแปรรูป ของสหกรณ์การเกษตรบ้านรางสีหมอก จำกัด จังหวัดราชบุรี รวมถึงสับปะรดห้วยมุ่นและสับปะรดอบแห้ง ของสหกรณ์การเกษตรน้ำปาด จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยได้ทดลองขายและเปิดโอกาสให้ลูกค้าชาวรัสเซียได้ชิมรสชาติผลไม้ไทย ซึ่งได้รับการตอบรับและความสนใจจากลูกค้ารัสเซียที่ชื่นชอบประทับใจในรสชาติและซื้อผลไม้ที่นำไปจัดแสดงจนหมด เพราะคนรัสเซียชอบผลไม้ที่ไม่หวานมาก ดังนั้น ผลไม้ของไทยน่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าในการซื้อขายได้ เพราะรัสเซียเป็นประเทศใหญ่ หากสหกรณ์สามารถส่งผลไม้ไปเปิดตลาดที่นั้นได้โอกาสที่จะขยายไปยังสินค้าชนิดอื่น ๆ  ก็จะตามมา ซึ่งนับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และยังได้สร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายผู้นำเข้าสินค้าของรัสเซีย เพื่อเจรจาขยายตลาดการนำเข้าสินค้าของสหกรณ์ไปยังประเทศรัสเซียเพิ่มขึ้นด้วย “คนรัสเซียจะชอบสเต็ก ผักและผลไม้เป็นหลัก ซึ่งการที่เราไปร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ได้เชิญไปร่วมงานและอยากจะให้นำผลไม้ของสหกรณ์ ทั้งมะพร้าวน้ำหอมและสับปะรดไปเปิดตัวที่นั่น ซึ่หลังจากที่นำสินค้าไปจัดแสดงในครั้งนี้ ทำให้เห็นช่องทางในการเปิดตลาดใหม่ให้กับผลไม้ของสหกรณ์ โดยจะส่งผลไม้ที่รัสเซียไม่มีไปจำหน่ายที่นั่น แต่ปัญหาอุปสรรคคือกระบวนการนำเข้าของรัสเซียจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งได้ขอความอนุเคราะห์ให้ทางสถานทูตรัสเซียช่วยเหลือประสานงานในเรื่องนี้แล้ว คิดว่าประมาณ 3 เดือนน่าจะมีความคืบหน้าในการติดต่อประสานงานมากขึ้น”นายเชิดชัย กล่าว             นายเชิดชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ได้คัดเลือกมะพร้าวน้ำหอมจากจังหวัดราชบุรีไปโชว์ เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตหลักและสวนมะพร้าวของสมาชิกสหกรณ์ได้มาตรฐาน GAP ส่วนสับปะรดจากสหกรณ์ของอุตรดิตถ์ก็ได้มาตรฐาน GI ซึ่งเป็นสินค้าที่มีข้อมูลบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และมีรสชาติโดดเด่นไม่กัดลิ้น จึงนับว่าเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์จะผลักดันให้สหกรณ์เป็นผู้ส่งออกสินค้าผลไม้สดและผลไม้แปรรูปไปยังประเทศรัสเซีย แต่สิ่งที่สหกรณ์จะต้องทำให้ได้คือการรักษาคุณภาพผลผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งกรมฯจะประสานกับหน่วยงานต่าง  ๆ ช่วยผลักดันสหกรณ์ให้สามารถส่งออกสินค้าไปให้ได้ รวมถึงจะส่งเสริมเกษตรกรให้ขยายแปลงปลูกเพิ่มเพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร สอดคล้องกับนโยบายของการตลาดนำการผลิตได้เป็นอย่างดี...
รถจักรยานยนต์

New Yamaha LEXi VVA ออโตเมติก พรีเมี่ยม สกู๊ตเตอร์

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์รถออโตเมติกตัวจริงของเมืองไทย เปิดราคาNew Yamaha LEXi VVAรถจักรยานยนต์ออโตเมติกพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์น้องใหม่ มาพร้อมฟีเจอร์สุดล้ำด้วยสุดยอดเทคโนโลยีVVAในเครื่องยนต์ BLUE COREขนาด 125 ซีซี ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ที่บูธ “Yamaha RevsYour Style” ภายในงาน “The Bangkok International Grand Motor Sale 2018” (BIG MOTOR SALE) ระหว่างวันที่17-26 สิงหาคม 2561 ณ อาคาร EH-106 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา New Yamaha LEXi VVAออโตเมติกพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์น้องใหม่ ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่มาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ BLUE CORE ขนาด 125 ซีซีขับขี่สนุกเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้และระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ลดการสูญเสียกำลังมาพร้อมกับความประหยัดน้ำมันช่วยลดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เหนือชั้นอีกระดับด้วยเทคโนโลยีแห่งความแรงด้วยระบบVVA(Variable Valve Actuation)รุ่นแรกในคลาส 125 ซีซีของเมืองไทยที่สามารถตอบสนองความแรงของเครื่องยนต์ในทุกๆช่วงความเร็วให้ความแรงเต็มพิกัดที่สุดแห่งเทคโนโลยี ตอบโจทย์ของความแรงและความประหยัดอย่างลงตัว New Yamaha LEXi VVAออโตเมติกพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์น้องใหม่ มาพร้อมกับระบบStart & Stop System (SSS)เครื่องยนต์หยุดการทำงานอัตโนมัติเมื่อจอดนิ่ง 5 วินาที และเพียงบิดคันเร่งเครื่องยนต์จะทำงานต่อทันที ช่วยประหยัดน้ำมันขั้นสุดยอดและลดการสร้างมลพิษ New Yamaha LEXiVVAออโตเมติกพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์น้องใหม่ นุ่มนวลอีกระดับด้วยระบบ SMG (Smart Motor Generator)ทำให้สตาร์ทได้อย่างนิ่มนวลและรวดเร็ว New Yamaha LEXiVVAออโตเมติกพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์น้องใหม่ มาพร้อมไฟหน้าLEDขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้ผู้ขับขี่ดูดีมีระดับ สไตล์เดียวกับ YAMAHA NMAXส่วนหน้าปัดนั้นเป็นแบบดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ FULL LCD DIGITAL METER มิเตอร์ดิจิทัลแบบ NEGATIVEขนาดใหญ่ 5.8 นิ้ว...
คมนาคมเศรษฐกิจ

กลุ่มดวงฤทธิ์คว้างานออกแบบสุวรรณภูมิ เทอร์มินัล 2

ทอท.ไฟเขียวกลุ่มดวงฤทธิ์ ชนะงานออกแบบอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินสุวรรณภูมิ วงเงิน 329.5 ล้านบาท แจงละเอียดยิบ ปัดกลุ่มที่ปรึกษาSA ที่ได้คะแนนเทคนิคสูงสุด ตกรอบ เหตุจากผิดทีโออาร์ คาดเริ่มก่อสร้างได้ในปลายปี 2562 และแล้วเสร็จในปลายปี2564  รองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 30 ล้านคนต่อปี ในการประชุมบอร์ดบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 ได้อนุมัติให้ทอท.ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างงานสำรวจออกแบบโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีผู้ยื่นซองประมูลจำนวนรวม 4 ราย โดย กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาเอสเอ กรุ๊ป ได้คะแนนสูงสุด แต่ไม่ได้ยื่นต้นฉบับใบเสนอราคา ตามที่ทอท.กำหนดในTOR  จึงได้เชิญกลุ่มนิติบุคคลร่วมทำงาน ดีบีเอแอลพี-นิเคนเซกเก ซึ่งได้คะแนนเทคนิคสูงอันดับถัดไปมาต่อรองราคาตามเงื่อนไข โดยเสนอราคาค่าออกแบบเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 349 ล้านบาท และคณะกรรมการจัดหาพัสดุได้ดำเนินการต่อรอง รวมเป็นค่าจ้างออกแบบทั้งสิ้น 329.5 ล้านบาท โดยแบบอาคารผู้โดยสาร ที่นำเสนอเป็นคอนเซ็ปต์ Forest Airport Terminal มีการจัดพื้นที่บางส่วนสร้างระบบนิเวศน์ป่า สร้างความร่มรื่น ส่วนการออกแบบกลุ่มบริษัทที่ปรึกษากลุ่มบริษัทร่วมทำงานเอส เอ เป็นคอนเซ็ปต์ดอกบัว สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินสุวรรณภูมิ ประกอบไปด้วย 1. งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่2 บริเวณด้านทิศเหนือของอาคารเทียบเครื่องบินA มีพื้นที่ประมาณ348 แสนตารางเมตร เป็นอาคารแบบมัลติ-เทอร์มินัล สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี แบ่งเป็นผู้โดยสารภายในประเทศ 12 ล้านคนต่อปี และผู้โดยสารระหว่างประเทศ 18 ล้านคนต่อปี พร้อมทั้งปรับปรุงลานจอดอากาศยานให้สอดคล้องกับอาคารผู้โดยสาร โดยมีหลุมจอดประมาณ 14 หลุมจอด 2. งานก่อสร้างปรับปรุงอาคารเทียบเครื่องบิน A,B และ C 3.งานก่อสร้างอาคารบริการท่าอากาศยานครบวงจร (Airport Multiplex Building...
1 469 470 471 472 473 483
Page 471 of 483